Web2: Education

From Blognone

Jump to: navigation, search

กลับสารบัญ

การศึกษา

ตามแนวทางของการศึกษาสมัยใหม่นั้น ครูไม่ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้จากตำราไปยังผู้เรียนอีกต่อไปแล้ว แต่ว่าเป็นผู้แนะนำเนื้อหาเบื้องต้น แล้วให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านการถกเถียง สนทนา อภิปรายประเด็นต่างๆ ในเนื้อหาของบทเรียน ทั้งกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนและกับผู้สอน แต่ในความเป็นจริงแล้วกระบวนการเรียนรู้แบบที่ว่านั้นเกิดได้ค่อนข้างยาก ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านเวลา (ชั่วโมงเรียนเฉพาะในชั้นเรียน) จำนวนคนและสถานที่ (ชั้นเรียนของประเทศไทยมีนักเรียนจำนวนมาก) และความพร้อมของตัวผู้เรียนเอง สิ่งที่เรามักเห็นเสมอคือปฏิสัมพันธ์เพียง 2 ฝ่าย ระหว่างครูกับนักเรียนแต่ละคนผ่านการบ้านและรายงานต่างๆ แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมชั้นด้วยกันในหัวข้อที่เรียนกลับมีน้อยมาก ปัญหานี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกระบวนการเรียนรู้แบบดั้งเดิม นั่นคือการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการเรียนรู้หลังจบการศึกษา อย่างเช่น การจัดการความรู้ในองค์กร (knowledge management) ด้วย สุดท้ายแล้ว ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาว่าสมาชิกแต่ละคนในองค์กร ต้องมีภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบประจำ จึงไม่มีเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากการทำงาน ให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในองค์กรได้อย่างทั่วถึง เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตจึงเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหานี้

Contents

การใช้บล็อกเป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

หลังจากการบูมของบล็อก (หรือเว็บบล็อก) ในช่วง ค.ศ. 2003 เป็นต้นมา ทำให้มีบุคคลและองค์กรหลายกลุ่มทดลองนำบล็อกเข้ามาใช้เป็นสื่อกลางในการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน จุดเด่นของบล็อกคือธรรมเนียมในการเขียนที่เป็นกันเอง และมีความยาวไม่มากนัก ทำให้ผู้เขียนมีความสบายใจและไม่เกร็ง ต่างจากการเขียนรายงานหรือบทความที่ค่อนข้างจริงจังกว่า ผลที่ได้ก็คือผู้เขียนผลิตบล็อกได้ออกมาเป็นจำนวนมากขึ้นและสม่ำเสมอกว่าการเขียนบทความตีพิมพ์แบบปกติ จุดเด่นอีกข้อก็คือบล็อกนั้นอยู่บนอินเทอร์เน็ต (หรืออินทราเน็ต ในกรณีที่ใช้ภายในองค์กร) ทำให้ผู้ที่สนใจทุกคนมีโอกาสเข้าถึงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน ทั้งในเวลางานและเวลาอยู่บ้าน ผลลัพธ์คือมีโอกาสสูงขึ้นมากที่บล็อกของเราจะมี "เพื่อนร่วมเรียน" เข้ามาอ่าน ส่งผลให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านช่องคอมเมนต์ หรือในรูปของบล็อกตอบบล็อกกันต่อไป ในประเทศไทยนั้นมีองค์กรที่นำบล็อกมาใช้หลายแห่ง ตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักคือ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้สนับสนุนการพัฒนาเว็บไซต์ GotoKnow (www.gotoknow.org) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บบล็อกที่จับตลาดผู้สนใจการจัดการความรู้ในองค์กร สามารถเข้ามาเขียนบล็อกเผยแพร่ประสบการณ์ความรู้ที่ตัวเองมี และเข้าสังคมกับเพื่อนผู้สนใจคนอื่นๆ ในระบบของ GotoKnow ซึ่งอาจจะมาจากต่างองค์กรกันก็ได้

สมาชิกของ GotoKnow นั้นเริ่มมาจากเครือข่ายองค์กรที่ สคส. เข้าไปช่วยแนะนำกระบวนการจัดการความรู้ภายในองค์กรให้ ในภายหลังได้ขยายตัวมากขึ้น โดยมากมักเป็นวัยทำงานขึ้นไปที่สนใจเรื่องการจัดการความรู้ และการพัฒนาตนเอง ปัจจุบันเนื้อหาความรู้ใน GotoKnow ครอบคลุมแทบทุกหัวข้อ ตั้งแต่สุขภาพ กฎหมาย ประวัติศาสตร์ ดนตรี กีฬา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ นอกจากตัวผู้ใช้ GotoKnow จะได้ประโยชน์จากการสนทนาในประเด็นต่างๆ ที่ตัวเองสนใจ กับผู้ที่สนใจเรื่องเดียวกันแล้ว ยังเกิดการสร้างเครือข่ายของกลุ่มผู้สนใจในหัวข้อเฉพาะทางข้ามองค์กรต่างๆ ของประเทศไทย โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา GotoKnow เริ่มเปิดบริการในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปัจจุบันมีบันทึกทั้งหมด 238,802 บันทึก (ข้อมูลเมื่อ 22 เม.ย. 2552 อ้างอิงจาก http://gotoknow.org/blog/tutorial/256835) และยังได้ขยายตัวออกไปจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ด้วยเว็บไซต์ Learners.in.th และกลุ่มนักวิจัย ผ่านเว็บไซต์ researchers.in.th

ลักษณะการใช้บล็อกสำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น จะแตกต่างกับการนำมาเป็นเครื่องมือช่วยจัดการความรู้ (แบบของ GotoKnow) ซึ่งไม่จำกัดหัวข้อในการอภิปรายอยู่บ้าง โดยมากแล้ว อาจารย์ประจำวิชาจะมอบหมายหน้าที่ให้นักเรียนในชั้นสมัครใช้บริการบล็อกฟรีตามที่ต่างๆ (เช่น บริการบล็อกสำเร็จรูปอย่าง Learners.in.th, Exteen, OKNation, WordPress หรือสถาบันการศึกษาบางแห่งใช้วิธีพัฒนาระบบบล็อกขึ้นมาเอง) แล้วมอบหมายให้นักเรียนเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่เรียนในชั้นเรียนวันนั้นลงในบล็อก จุดแตกต่างที่สำคัญระหว่างการมอบหมายให้เขียนลงในบล็อก กับการเขียนลงสมุดดังเช่นการบ้านแบบปกติ ก็คือนักเรียนนักศึกษาทั้งชั้นจะเห็นสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนของตัวเองเขียนด้วย รวมถึงระบบส่วนใหญ่จะมีสามารถให้ทุกคนเขียนความคิดเห็นต่อท้ายบล็อก (หรือที่เรียกกันเป็นภาษาปากว่า "คอมเมนต์") ของคนอื่นได้เช่นกัน นักเรียนแต่ละคนจึงมีโอกาสสำรวจดูว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนมีมุมมองต่อประเด็นเดียวกันอย่างไรบ้าง ถือเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ข้อดีของระบบบล็อกรวมแบบ Learners.in.th คือการที่นักเรียนนักศึกษาจากหลายๆ สถาบันเข้ามาใช้บริการเว็บไซต์เดียวกัน จึงมีโอกาสสูงที่นักเรียนจะเจอเพื่อนร่วมปีการศึกษาเดียวกันที่ต้องเรียนเรื่องเดียวกัน เมื่อบวกกับความเป็นระบบเปิดของ Learners.in.th การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่โรงเรียน แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนต่างสถาบันจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้ด้วย

ตัวอย่างการใช้บล็อกบน WordPress.com เข้ามาเป็นสื่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ของภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ([bc424sec9621.wordpress.com bc424sec9621.wordpress.com])

Virtual Learning Space พื้นที่การเรียนรู้บนโลกออนไลน์

นอกจากการนำบล็อกมาใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิดของผู้เรียน ไปยังเพื่อนร่วมชั้นเรียนและอาจารย์แล้ว ในวงการการศึกษานั้นยังก้าวหน้าถึงขั้นยกกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดมาอยู่บนอินเทอร์เน็ตเลยทีเดียว แนวคิดนี้เรียกว่า Virtual Learning Space ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่มากนัก เมื่อคอมพิวเตอร์มีราคาถูกในระดับที่คนทั่วไปหาซื้อได้ และโรงเรียนต่างๆ เริ่มมีห้องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง ก็ได้มีความพยายามที่จะดัดแปลงสื่อการสอนจากกระดาษ แผ่นใส และเครื่องฉายสไลด์ มาอยู่บนคอมพิวเตอร์บ้างแล้ว แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตแพร่หลาย และเว็บมีพลังมากพอที่จะใช้แทนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ได้ แนวคิดนี้จึงพัฒนาตัวเองมาอิงอยู่กับอินเทอร์เน็ตในที่สุด หลักการของมันก็คือให้นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนได้ทำกิจกรรมทางการเรียนการสอน เช่น ดูผังการเรียนการสอนตลอดเทอม ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียน ทำแบบทดสอบหรือแบบฝึกหัด ส่งการบ้าน สอบถามปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียน และสนทนากับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ฯลฯ ทั้งหมดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

แนวคิด Virtual Learning Space จะมีความแตกต่างกับการใช้บล็อกเพื่อการศึกษาในแง่จุดประสงค์การใช้งานอยู่ บ้าง โดย Virtual Learning Space นั้นเหมาะสำหรับการเรียนการสอนในระบบ (นักเรียนเข้าชั้นเรียน) เพียงแต่เพิ่มส่วนที่เป็นไอทีเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนในกรณีต่างๆ เช่น การเรียนการสอนทางไกล, ชั้นเรียนที่มีนักเรียนเป็นจำนวนมากๆ เป็นต้น ในขณะที่การใช้บล็อกนั้นจะเหมาะกับการเรียนการสอนนอกห้องเรียน (เช่น การเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรือ การศึกษาระดับชั้นผู้ใหญ่) เป็นส่วนขยายเพิ่มเติมของการเรียนในชั้นเรียนมากกว่า

ซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับ Virtual Learning Space มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า Learning Management System หรือ LMS ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ตระกูล LMS เป็นจำนวนมากในท้องตลาด ทั้งที่เป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่แจกฟรี ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมได้แก่ Blackboard, Atutor, WebCT, Claroline และ Moodle ปัจจุบันซอฟต์แวร์ตระกูล LMS แทบทุกตัวนั้นสนับสนุนมาตรฐาน SCORM (Sharable Content Object Reference Model) ทำให้สามารถย้ายคอร์สและเอกสารข้ามระหว่างซอฟต์แวร์ได้ง่าย ซอฟต์แวร์ LMS ที่นิยมที่สุดในประเทศไทยคือ Moodle ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ใช้งานได้อย่างเสรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตัว Moodle ถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้ว และมีการจัดงานประชุม Moodle Moot ในประเทศไทยไปแล้ว 2 ครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2548 และ 2550 สถาบันการศึกษาในประเทศไทยที่นำ Moodle มาใช้งานมีมากกว่า 1,000 แห่ง รายชื่อสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของ Moodle: http://moodle.org/sites/index.php?country=TH

ตัวอย่างห้องเรียนออนไลน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ตัวอย่างห้องเรียนออนไลน์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

การขยายพรมแดนใหม่ของการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี: กรณี Google Earth/Google Maps

วิชาสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์หลายๆ สาขา นั้นเป็นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น โลก ประเทศ ชั้นหิน พืช สัตว์ อวกาศ แต่สิ่งเหล่านี้กลับหาวัตถุหรืออุปกรณ์มาประกอบการเรียนการสอนได้ยาก ทำให้การเรียนในระดับสามัญนั้นเป็นการศึกษาภาพจำลองจากตำราแห้งๆ เท่านั้น ตัวอย่างเช่น การเรียนวิชาภูมิศาสตร์ชั้นประถม-มัธยม นักเรียนจะได้เรียนเฉพาะแผนที่ประเทศไทยหรือแผนที่ระดับจังหวัดที่หาซื้อได้ง่าย แต่ถ้าต้องการดูภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณรอบๆ โรงเรียนหรือชุมชน กลับแทบไม่สามารถทำได้เลย เนื่องจากเทคโนโลยีภาพถ่ายทางอากาศชั้นสูงแบบนี้ ถูกจำกัดไว้เฉพาะวงการวิจัยหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องซื้อภาพถ่ายจากบริษัทเอกชนในราคาแพง แต่เมื่อเว็บและเทคโนโลยีทางไอทีพัฒนาขึ้น ส่งผลเทคโนโลยีที่ถูกใช้ในวงจำกัดเหล่านี้กระจายสู่ผู้ใช้ นักเรียน นักศึกษาทั่วไปได้โดยง่าย ขอเพียงมีแค่คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ก็จะสามารถดูภาพถ่ายดาวเทียม หรือท้องฟ้าจำลองในยามค่ำคืนได้ไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์ ใช้งานกันจริงๆ ในการทดลอง


เมื่อ พ.ศ. 2547 บริษัทกูเกิลเข้าซื้อกิจการของบริษัท Keyhole ซึ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ภาพถ่ายดาวเทียมที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ จากนั้นกูเกิลเปลี่ยนชื่อเป็น Google Earth และเปิดให้คนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี Google Earth เป็นโปรแกรมที่เสมือนเป็นลูกโลกแบบดิจิทัล แต่มีความละเอียดของภาพสูงกว่ามาก โปรแกรม Google Earth ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูภาพหลังคาบ้านของตัวเองได้อย่างสะดวกเพียงแค่คลิกไม่กี่ครั้งเท่านั้น ผู้ใช้โปรแกรม Google Earth สามารถดูภาพถ่ายทางดาวเทียมของพิกัดใดๆ ก็ได้ในโลก รวมถึงค้นหาสถานที่สำคัญๆ ของประเทศต่างๆ ได้โดยง่าย ในภายหลังกูเกิลได้เพิ่มภาพของแผนที่ถนนระดับสายตาคนเดินลงไปในเมืองสำคัญบางแห่ง ทำให้ผู้ใช้สามารถ "เดิน" ดูถนนหนทางของสถานที่เหล่านี้ได้ราวกับอยู่ในสถานที่จริง

ภาพถ่ายทางอากาศของพระบรมมหาราชวัง สนามหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บนโปรแกรม Google Earth

ความสามารถเหล่านี้ของ Google Earth (รวมถึงโปรแกรมในลักษณะเดียวกันแต่ใช้งานผ่านเว็บ เช่น Google Maps, Yahoo Maps และ Windows Live Maps) ทำให้การเรียนการสอนวิชาภูมิศาสตร์นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะดูแผนที่แบบหยาบๆ ในหนังสือเรียน ผู้เรียนกลับสามารถดูภาพจริงๆ ของบ้านตัวเอง บ้านเพื่อนและคนรู้จัก โรงเรียน สถานที่สำคัญในชุมชนได้ง่าย นอกจากการเรียนการสอนแล้ว ยังมีผู้นำ Google Earth/Maps และโปรแกรมลักษณะนี้ ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น วาดแผนที่การเดินทาง สร้างแผนที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ แผนที่การเกษตร แผนที่ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ซึ่งเราเรียกการต่อยอดในลักษณะนี้ว่า "mash up"

เว็บไซต์ HealthMap (http://www.healthmap.org) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สร้างแผนที่การระบาดของโรคในประเทศต่างๆ จาก Google Maps

Oakland Crimespotting (http://oakland.crimespotting.org) แผนที่การเกิดอาชญากรรมประเภทต่างๆ ในเมือง Oakland สหรัฐอเมริกา ใช้ระบบแผนที่ Virtual Earth จากไมโครซอฟท์

Creative Commons เนื้อหาสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ของทุกๆ คน

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้สื่อการเรียนรู้และเนื้อหาต่างๆ ที่เคยใช้อยู่ในวงจำกัดนั้นเผยแพร่สู่สาธารณะชนได้ง่ายขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่ยังมีกำแพงสำคัญในด้านที่ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอยู่ นั่นคือระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์สากล เนื้อหาทุกชนิดที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้น ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้สร้างทันทีที่เผยแพร่งานชิ้นนั้นออกไป โดยที่ผู้สร้างไม่จำเป็นต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นเอกสารใดๆ สิทธิ์ของเจ้าของชิ้นงานนั้นคือสิทธิ์ในการหาประโยชน์ ดัดแปลง แก้ไข และอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถใช้สิทธิ์เหล่านี้ได้ การขอใช้สิทธิ์ใดๆ ในตัวชิ้นงานนั้นจะต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ข้อจำกัดของกฎหมายลิขสิทธิ์ส่วนนี้ ทำให้ในหลายๆ กรณี เราไม่สามารถนำเนื้อหาที่เป็นประโยชน์บางชิ้นไปเผยแพร่หรือดัดแปลงต่อได้สะดวก ทั้งที่เจ้าของมีความตั้งใจจะเผยแพร่สู่สาธารณชนทั่วไปอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เราไม่สามารถนำตำราเรียนจากต่างประเทศที่เผยแพร่ฟรีอยู่บนอินเทอร์เน็ต มาแปลเป็นภาษาไทยและเผยแพร่ต่อได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ติดต่อขอลิขสิทธิ์จากเจ้าของที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ถึงแม้ว่าเจ้าของนั้นมีความยินดีที่จะอนุญาตให้เรานำไปใช้อยู่เป็นทุนแล้วก็ตาม


นักวิชาการและปัญญาชนสาธารณะกลุ่มหนึ่งจึงคิดค้นระบบอนุญาตสิทธิ์แบบใหม่ที่ช่วยตัดตอนกระบวนการทางเอกสารออกไป เพื่อให้กระบวนการนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อหรือต่อยอดจากของเดิมนั้นมีความสะดวกมากขึ้น ทั้งจากฝั่งเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ที่ต้องการนำไปใช้ต่อ ระบบอนุญาตสิทธิ์แบบนี้มีชื่อว่า Creative Commons ("ครีเอทีฟคอมมอนส์" ใช้ตัวย่อว่า CC)

สัญลักษณ์ของ Creative Commons เป็นตัว CC ในวงกลม ทำขึ้นล้อกับสัญลักษณ์ของลิขสิทธิ์ที่เป็น C ตัวเดียว

แนวคิดของ Creative Commons นั้นคือให้เจ้าของสิทธิ์ระบุไว้ในเนื้อหาว่าอนุญาตให้ผู้อื่นนำเนื้อหาชิ้นนั้นๆ ไปทำอะไรได้บ้าง เช่น ยินดีให้นำไปดัดแปลงต่อ ยินดีให้นำไปใช้แต่ต้องระบุที่มา หรือยินดีให้นำไปใช้ในเชิงการค้า และถ้าผู้ที่สนใจนำไปใช้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุ ก็สามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า (ถ้าต้องการนำไปใช้นอกเงื่อนไข ก็สามารถติดต่อกับเจ้าของลิขสิทธิ์ได้โดยตรงผ่านช่องทางปกติของการขอใช้เนื้อหา) การประกาศใช้สิทธิ์แบบ Creative Commons กับเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและไม่หวังผลกำไร ช่วยให้เกิดการต่อยอดผลงานสามารถดำเนินไปได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องมากังวลกับปัญหาทางกฎหมาย ผลที่ตามมาก็คือเกิดการแปล การดัดแปลง ทำซ้ำ ขยายผล เพิ่มเติมอีกมากมาย ถ้ามองในแง่เนื้อหาเพื่อการเรียนรู้แล้ว ก็ช่วยให้มีสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก


ปัจจุบันมีหน่วยงานจำนวนมากที่ประกาศใช้ Creative Commons กับเนื้อหาของตัวเอง ในต่างประเทศมีหน่วยงานภาครัฐขนาดใหญ่ อย่างเช่น ทำเนียบขาวหรือทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้เนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์นั้นเป็นสมบัติสาธารณะ (ไม่มีเจ้าของ) หรือไม่ก็ Creative Commons (มีเจ้าของแต่ใช้งานได้ทันทีตามเงื่อนไข) โครงการที่น่าสนใจคือ OpenCourseWare (http://ocw.mit.edu) ซึ่งเป็นระบบ Learning Management System ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ (Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลก) โครงการนี้มีเป้าหมายจะเผยแพร่เอกสารประกอบการเรียน วิดีโอเทปบันทึกการสอน ตัวอย่างข้อสอบ แบบฝึกหัดต่างๆ ทั้งหมดที่ MIT ใช้ในการสอนจริงๆ สู่สาธารณชนที่สนใจทั่วไป ให้สามารถเข้ามาใช้ได้ผ่านเว็บไซต์ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดเนื้อหาอย่างแท้จริง MIT ได้ประกาศว่าเนื้อหาทั้งหมดใน OpenCourseWare นั้นจะใช้สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons ทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาได้มีสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยบางแห่งได้นำเอกสารของ OpenCourseWare มาแปลเป็นภาษาไทยบ้างแล้ว

วิชา Physics I ซึ่งเป็นวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบน OpenCourseWare (สังเกตไอคอน CC ที่มุมขวาล่าง)

สำหรับตัวอย่างสถาบันในประเทศไทยที่ประกาศใช้ Creative Commons กับเนื้อหา ได้แก่ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI (http://www.tdri.or.th) ซึ่งเปิดเผยข้อมูลการวิจัยทั้งหมดให้คนทั่วไปสามารถนำไปใช้งานต่อได้ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (http://www.psu.ac.th) ที่ระบุว่าเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเป็น Creative Commons

รายละเอียดเพิ่มเติมของ Creative Commons สามารถอ่านได้จาก http://cc.in.th

ร่วมกันต่อยอดความรู้ด้วย "ปัญญารวมหมู่"

เมื่ออุปสรรคทางด้านเทคโนโลยี ราคา และกฎหมายเริ่มถูกขจัดออกไป ปริมาณเนื้อหาเสรีบนอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ปรากฎการณ์ที่ตามมาคือการต่อยอดของเนื้อหาเหล่านั้น แต่คุณลักษณะพิเศษของการ "ต่อยอด" ที่อิงอยู่บนอินเทอร์เน็ต ก็คือแทนที่ต่างคนต่างต่อยอดผลงานของคนอื่น กลับกลายมาเป็นการต่อยอดร่วมกันของคนจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยพบปะกัน แต่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการทำงานร่วมกัน ตัวอย่างโครงการต่อยอดร่วมกันที่โดดเด่นที่สุด ไม่มีโครงการไหนมีชื่อเสียงเกินกว่าวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (http://wikipedia.org) หลักการของวิกิพีเดียคือการสร้างสารานุกรม (encyclopedia) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนสามารถแก้ไขข้อมูลของสารานุกรมได้โดยง่าย ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิกหรือล็อกอิน เพียงแค่กดปุ่ม edit เพื่อแก้ไขหน้าสารานุกรมแต่ละหน้า ก็จะสามารถแก้ไขเนื้อหาภายในหน้านั้นได้ตามต้องการ แนวคิดที่ปฏิวัติความเชื่อของคนทั่วไปแบบนี้ ทำให้เกิดคำถามต่อโครงการวิกิพีเดียเป็นอย่างมากว่า ถ้าเปิดให้ใครก็ได้เข้ามาแก้ไขข้อมูล ความน่าเชื่อถือในสารานุกรมจะเป็นอย่างไร? วิกิพีเดียแก้ปัญหานี้ได้ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่เยอะเข้าขั้นมหาศาล ส่งผลให้เกิดการตรวจสอบกันเองอย่างเข้มข้นระหว่างผู้ใช้ และถ้ามีปัญหาอะไรขึ้นมาก็สามารถย้อนกลับการแก้ไขได้เสมอ


ในปัจจุบันความน่าเชื่อถือของวิกิพีเดียนั้นยังเป็นที่ถกเถียง แต่ในการทดสอบของนิตยสาร Nature ซึ่งเป็นนิตยสารวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ได้ทดสอบหาจุดผิดพลาดในบทความของวิกิพีเดีย เทียบกับจุดผิดพลาดในสารานุกรมแบบดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงคือ Britannica พบว่าวิกิพีเดียมีจุดผิดพลาดมากกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (รายละเอียดการทดสอบอ่านได้จาก http://www.nature.com/news/2005/051212/full/438900a.html) แต่ไม่ว่าความถูกต้องแม่นยำของวิกิพีเดียจะเป็นอย่างไร จำนวนเนื้อหาและบทความในวิกิพีเดียนั้นแสดงออกชัดเจนว่าการต่อยอดความรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นประสบความสำเร็จ ปัจจุบันวิกิพีเดียมีบทความมากกว่า 12 ล้านเรื่องใน 265 ภาษา (ข้อมูลเดือนมีนาคม 2552 ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหาได้จาก http://meta.wikimedia.org/wiki/List_of_Wikipedias)


หลายหัวข้อในวิกิพีเดียนั้นเป็นหัวข้อที่หาข้อมูลได้ยากในสารานุกรมแบบดั้งเดิม เช่น บทความเกี่ยวกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ วิดีโอเกม ภาพยนตร์ เหตุการณ์ปัจจุบัน และบางหัวข้อก็มีรายละเอียดที่ครบถ้วนหรืออาจจะมากกว่าในสารานุกรมทั่วไปด้วยซ้ำ นอกจากส่วนของสารานุกรมแล้ว วิกิพีเดียยังได้แตกออกเป็นโครงการลูกอีกมากมาย เช่น Wiktionary (พจนานุกรมที่ช่วยกันเพิ่มคำศัพท์เองได้) Wikiquote (รวมคำพูดหรือวาทะของบุคคลสำคัญ) Wikibooks (แต่งตำราร่วมกัน) Wikisource (รวมเอกสารต้นฉบับ เช่น กฎหมาย ประกาศ แถลงการณ์ สนธิสัญญา) Wikispecies (รวมข้อมูลสายพันธุ์ทางชีววิทยา) เป็นต้น เว็บไซต์วิกิพีเดียภาษาไทยสามารถเข้าได้จาก http://th.wikipedia.org


แนวคิดในการสร้างสรรค์ความรู้หรือระดมสมองร่วมกันโดยคนจำนวนมาก มีชื่อเรียกในเชิงวิชาการว่า "ปัญญารวมหมู่" (collective intelligence) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต เพียงแต่เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างอินเทอร์เน็ตและเว็บนั้นช่วยให้ปัญญารวมหมู่เกิดได้ง่ายขึ้น และสามารถช่วยให้โครงการปัญญารวมหมู่ขนาดใหญ่อย่างเช่น Wikipedia ที่เกิดได้ยากถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน

comment

Name (required):

Website:

Comment:

Melissa said ...

I'm impersesd! You've managed the almost impossible.

--Melissa 21:34, 14 May 2011 (ICT)

Tyanne said ...

Fell out of bed feeling down. This has brihgtneed my day!

--Tyanne 00:45, 15 May 2011 (ICT)

football said ...

Hello Everyone! I like watching BBC Football online.

--football 03:54, 8 June 2011 (ICT)