Web2: Politics
From Blognone
(New page: '''การเมือง''' คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 โทรทัศน์ทุกช่องแพร่ภาพประกาศคณะป...) |
|||
| Line 1: | Line 1: | ||
| + | [[Web2Book|กลับสารบัญ]] | ||
| + | |||
'''การเมือง''' | '''การเมือง''' | ||
Revision as of 15:43, 20 April 2009
การเมือง
คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 โทรทัศน์ทุกช่องแพร่ภาพประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดยทหารที่ก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลทักษิณในขณะนั้น
ท่ามกลางความสับสนและความตื่นตระหนก สื่อชนิดเดียวที่ยังทำงานได้โดยไม่ถูกควบคุมจากทหาร คืออินเทอร์เน็ต ความเร็วในการเชื่อมต่อที่ลดลงและการล่มของเว็บข่าวใหญ่ๆ เป็นเครื่องยืนยันถึงความต้องการข้อมูลข่าวสารอันมหาศาลที่ไหลไปกองอยู่บน อินเทอร์เน็ตในคืนวันนั้น
ในวันถัดๆ มา สื่อต่างประเทศรายงานข่าวการรัฐประหารในประเทศไทยอย่างเข้มข้น แต่แทนที่จะอ้างแหล่งที่มาจากสำนักข่าวในประเทศ สื่อต่างประเทศหลายสำนักกลับอ้างถึงเว็บ 19sep.blogspot.com ว่าเป็นแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลสถานการณ์ตามเวลาจริง (Real-time) ที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ
ความเป็นกลางและน่าเชื่อถือของการรายงานสถานการณ์ในเว็บ 19sep ไม่ใช่เป็นเพราะ 19sep เป็นเว็บของสำนักข่าวชื่อดัง หรือมีผู้จัดทำเป็นคนดังน่าเชื่อถือ แต่กลับเป็นเพราะ 19sep ดำเนินการโดยประชาชนธรรมดาๆ ไม่กี่คน ที่รายงานข่าวตามที่ตนเห็นและสัมผัส คนธรรมดาๆ ที่อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และอยากให้คนอื่นรู้ข่าวสารนั้นบ้าง สมาชิกของ 19sep ใช้กล้องมือถือถ่ายหน้าจอโทรทัศน์ขณะมีการประกาศคณะปฏิรูปฯ และโพสต์ข้อความนั้นบนเว็บเป็นภาษาอังกฤษในช่วงเวลาจริง อย่างน้อย นี่ก็เป็นการรายงานตามสิ่งที่เห็น โดยคนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์หรือบทบาทเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง นี่คือที่มาของความน่าเชื่อถือในทัศนะของสำนักข่าวต่างประเทศ
19sep เป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงพลังของเว็บที่ทำให้คนธรรมดาๆ มีส่วนในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อระบอบประชาธิปไตยมีจุดมุ่งหมายที่การใช้ความมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ เว็บเป็นพื้นที่ที่ช่วยเสริมสร้างบทบาทของประชาชน ที่เป็นได้ตั้งแต่ผู้เลือกผู้แทน ผู้สะท้อนปัญหาให้แปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย จนถึงผู้ตรวจสอบ ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเปิดให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็น การมีกลไกในการจัดระดับความสำคัญของความเห็น การรวบรวมความเห็นให้เป็นระบบเพื่อสื่อสารไปยังภาคการเมือง จนไปถึงการรวมกลุ่มเพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เว็บเติบโตมาจนกลายเป็นเครื่องมือสนับสนุนความมีส่วนร่วมและการแสดงออก ทางการเมืองที่ทรงพลัง นอกจากการให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาเช่นฐานข้อมูลนักการเมือง หรือแสดงออกและการสื่อสารโดยประชาชนอย่างการเขียนบล็อก เว็บยังเป็นกลไกในการรวบรวมเสียงของประชาชนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงหรือ โน้มน้าวใจผู้บริการราชการ เช่นการใช้บริการเว็บ (Web service) เพื่อร่วมลงชื่อเรียกร้อง (Petition) การรวมกลุ่มความสนใจเชิงนโยบายออนไลน์ (Advocacy group) การรวบรวมและจัดระบบข้อเสนอเชิงนโยบายจากประชาชน ไปจนถึงการใช้เว็บเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างมี ประสิทธิภาพ
ในบทนี้จะนำเสนอแนวคิดสำคัญที่ทำให้เว็บเป็นเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อ การเมือง (ทั้งของนักการเมืองและของประชาชน) และตัวอย่างจริงในการนำเว็บไปใช้ประโยชน์เหล่านั้น
Contents |
ทฤษฎีหางยาว: เว็บกับพลังของความแตกต่าง
เป็นธรรมดาที่ความคิดเห็นของคนในสังคมจะมีหลากหลายและแตกต่าง เพราะสมาชิกในสังคมต่างเติบโตและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน จนคนแต่ละคนพัฒนาความสนใจและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กลายเป็นจุดยืนหรือหลักคิดที่แต่ละคนยึดถือในชีวิต
ความแตกต่างหลากหลายอาจถูกมองว่าเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง แต่แท้ที่จริงแล้วความแตกต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้สังคมรุดหน้า เพราะนอกจากความแตกต่างจะทำให้สังคมมองเห็นปัญหาที่อาจซ่อนตัวอยู่และแก้ไข ได้อย่างทันท่วงที ความคิดเห็นและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านยังจำเป็นต่อการแก้ปัญหาหรือพัฒนา
อันที่จริง ความแตกต่างหลากหลายมีธรรมชาติเฉพาะตัว นั่นคือในขณะที่ความแตกต่างจะมีมากขึ้น จำนวนสมาชิกผู้สนใจเฉพาะด้านในแต่ละกลุ่มหรือประเด็นจะมีน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย คนจำนวนมากสนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่สนับสนุนการปกครองระบอบอื่น เช่นสังคมนิยมแบบจีน เสรีนิยมประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ สมบูรณาญาสิทธิราชแบบเนปาลในอดีต ไปจนถึงอนาธิปไตยในอุดมคติ
คนกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้มักถูกมองว่าเป็น "เสียงส่วนน้อย" ที่มีความสำคัญไม่ทัดเทียมกับเสียงส่วนมาก แต่เมื่อรวมเสียงส่วนน้อยเหล่านั้นเข้าด้วยกัน บ่อยครั้งจะพบว่าเสียงเหล่านั้นมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่าเสียงส่วนมาก หรือมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
กรณีตัวอย่างที่เคยมีการวิจัยกันมาแล้ว คือยอดขายหนังสือจาก Amazon.com ร้านค้าหนังสือออนไลน์ชื่อดัง ที่เมื่อวิเคราะห์ยอดขายกับรายชื่อหนังสือแล้ว พบว่ายอดขายส่วนมากของ Amazon.com มาจากหนังสือเฉพาะทางหรือหนังสือหายากที่ไม่มีขายในร้านหนังสือทั่วไป แทนที่จะเป็นหนังสือยอดฮิตปกติ นี่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของสนใจที่แตกต่างหลากหลาย ที่แต่เดิมมักถูกละเลยและมองไม่เห็น
แนวคิดเรื่องพลังของความแตกต่าง ถูกนำเสนอโดย Chris Anderson ในนิตยสาร Wired ฉบับเดือนตุลาคม 2004 โดย Chris นำเสนอแนวคิดนี้โดยใช้กราฟสองแกน ที่แกนตั้งแสดงความนิยมต่อผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือความเห็น ส่วน แกนนอนแสดงความหลากหลาย หรือ "กลุ่มเฉพาะ" ของผลิตภัณฑ์ / แนวคิด / ความเห็น และตัวเส้นกราฟจะมี "หาง" ทางแกนนอนที่ยาวออกไป แสดงถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ / ความคิด / ความเห็นเฉพาะด้านที่แต่ละกลุ่มอาจมีคนสนใจน้อย แต่มีจำนวนกลุ่มมากจนแทบไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือที่มาของแนวคิดที่เรียกว่า "หางยาว" หรือ The Long Tail
ความสำคัญของกลุ่มความคิดเห็นและความสนใจส่วนหาง มีมากมายตามกรณีและบริบท เช่นในภาคธุรกิจ ผู้ขายสามารถจับกลุ่มลูกค้าความสนใจเฉพาะด้านกลุ่มต่างๆ เพื่อขยายตลาดและสร้างกำไร ห้องแสดงภาพสามารถรวบรวมผลงานของศิลปินไร้ชื่อแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อ เรียกผู้ชมเฉพาะทางที่ห้องแสดงภาพ "กระแสหลัก" ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ นักวิจัยสามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงกับนักวิจัยเฉพาะด้านเพื่อร่วมกันแก้ ปัญหาที่ซับซ้อนที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถด้านต่างๆ มาประติดประต่อกัน ไปจนถึงเรื่องการเมืองที่การตอบสนองกลุ่มความสนใจกลุ่มต่างๆ ในสังคม เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เผด็จการของเสียงส่วนใหญ่
แต่การเข้าถึงและตอบสนองความต้องการเฉพาะทางไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยง่ายในทุก กรณี ปัจจัยที่สำคัญ คือเครื่องมือ หรือกลไกเชื่อมโยงความสนใจเหล่านั้นเข้าด้วยกัน และเชื่อมกลุ่มความสนใจเหล่านั้นเข้ากันกับผู้สนองความต้องอีกที และเว็บดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือที่พัฒนาการมาเพื่อตอบปัญหานี้โดยเฉพาะ
เว็บในฐานะกลไกสนับสนุนและรวบรวม "หาง"
เว็บถือกำเนิดจากความต้องการระบบสื่อสารที่มีโครงสร้างกระจายตัวเป็นใยแมงมุม และแต่ละส่วนของโครงสร้างเป็นอิสระต่อกัน เผื่อว่าถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบถูกทำลายหรือใช้การไม่ได้ ผู้ใช้ระบบจะยังคงสามารถสื่อสารกันได้อยู่โดยการเปลี่ยนเส้นทางสื่อสาร (Routing) โดยอัตโนมัติ ไม่น่าแปลกใจที่ต้นกำเนิดแนวคิดนี้มาจากความจำเป็นทางการทหารในยุคสงคราม เย็นที่สหรัฐกลัวว่าระเบิดนิวเคลียร์จะทำลายจุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้ระบบการ สื่อสารทางการทหารทั้งหมดเป็นอัมพาต
ความนิยมของเว็บทำให้คนจำนวนมากขึ้นเข้าถึงช่องทางการสื่อสารนี้ เพื่อใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ เช่นการสื่อสารส่วนบุคคลในลักษณะอีเมลหรือแชท และการสื่อสารสาธารณะ ที่มีหน่วยงานเป็นผู้ส่งสารโดยการสร้างเว็บไซต์ และมีกลุ่มเป้าหมายเช่นประชาชนเป็นผู้รับสารโดยการเข้าชมเว็บไซต์เหล่านั้น
การสื่อสารสาธารณะในลักษณะนี้เป็นการสื่อสารทางเดียว นั่นคือการที่ผู้ส่งกับผู้รับสารเป็นคนละคนกันและมีบทบาทต่างกัน ผู้รับสารไม่สามารถสลับบทบาทเป็นผู้ส่งสารได้โดยง่าย เพราะติดปัญหาต่างๆ ที่เป็นธรรมชาติของสื่อดั้งเดิม เช่น การต้องใช้ต้นทุนสูง การต้องมีความสามารถเข้าถึงสื่อและมีอำนาจตัดสินใจในการเผยแพร่ข่าวสารนั้น
แต่เว็บยุคใหม่ หรือเว็บ 2.0 ทำให้ผู้รับสารกลายเป็นผู้ส่งสารได้โดยง่าย การที่ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้รับและผู้ส่งสาร ส่งผลกระทบต่อสังคมในทุกๆ ด้านอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน เพราะเป็นครั้งแรกที่ข่าวสารไม่ได้อยู่ในกำมือของสำนักข่าว รัฐบาล หรือนายทุนแต่เพียงผู้เดียว ความคิดเห็นและความเชี่ยวชาญที่ถูกซ่อนเร้น กลับถูกเผยแพร่ผ่านบล็อกหรือเว็บไซต์ส่วนตัวที่ใครก็ได้สามารถสร้างขึ้นได้ ภายใน 5 นาทีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เทคโนโลยีระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System - CMS) ทำให้ผู้สนใจที่มีความรู้ทางเทคนิคเล็กน้อยสามารถสร้างเว็บข่าวหรือเว็บ ศูนย์รวมข้อมูลได้ภายในไม่กี่วัน
ถ้านำปรากฏการณ์นี้มาอธิบายด้วยแนวคิด "หางยาว" ความคิดเห็นและความเชี่ยวชาญที่ผุดขึ้นมาตามซอกหลืบต่างๆ บนเว็บ ซึ่งก็คือส่วน "หาง" ของกราฟที่มีความยาวไม่รู้จบสิ้น เว็บ 2.0 ทำให้หางเหล่านั้นปรากฏขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม การที่คนทั่วไปสามารถถ่ายทอดความคิดความเห็นของตนได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะสามารถเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากความคิดเหล่านั้น ได้ เช่นถ้าผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงปีกแข็งสร้างบล็อกถ่ายทอดความรู้ของตน แต่ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ชื่อบล็อกหรือที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต (URL) ของบล็อกนั้นให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ บล็อกและความรู้ของเขาก็จะจมหายไปกับเว็บนับล้านๆ เว็บบนอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีใครมาดู
เว็บ 2.0 แก้ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้โดยใช้กลไกต่างๆ ที่ทำหน้าที่ "รวม" (Aggregate) ความคิดเห็นเหล่านั้นให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึง ตัวอย่างของกลไกดังกล่าวได้แก่
- ระบบค้นหา (Search engine) ที่ทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อและเนื้อหาเว็บทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ตในฐานข้อมูล และให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำที่ต้องการเพื่อแสดงผลเว็บที่มีความเกี่ยวข้องกับ คำเหล่านั้นได้ เช่น Google.com
- ระบบรายชื่ออีเมล (Mailing list) และการสนทนาแบบกลุ่ม (Group discussion) ที่ทำผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิกเข้ากลุ่มด้วยตนเอง (Opt-in) เพื่อรับและส่งข่าวสารเข้ากลุ่ม เช่น Google Groups
- เว็บไซต์ ศูนย์รวมข้อมูล (Portal site) ทำหน้าที่เป็นสารบัญและทางผ่านไปสู่เว็บที่มีเนื้อหาตามกลุ่มที่ผู้ใช้สนใจ เช่น Yahoo.com, Sanook.com
- ระบบรวบรวมฟีด (Feed aggregator) ทำหน้าที่ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บมาแสดงที่หน้าเว็บเพื่อ ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ในหัวข้อเดียวกัน
- ระบบ เครือข่ายสังคม (Social network) ทำหน้าที่เชื่อมผู้ใช้ที่มีความสนใจตรงกันให้มาพบกัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เช่น Facebook.com, Hi5.com, Twitter.com
- ระบบ จัดการการซื้อขาย เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของคนกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น Craigslist.org ที่เป็นพื้นที่ประกาศขายของ ที่เชื่อมผู้ซื้อเข้ากับผู้ขายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก หรือ eBay.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ประมูลที่เชื่อมผู้ต้องการนำเสนอสินค้าเข้ากับผู้ต้องการ ประมูลสินค้าตามหมวดหมู่สินค้าที่ต้องการ
- เว็บข่าวแบบผู้ใช้มี ส่วนร่วม (Social news) ที่ให้ผู้ใช้เป็นผู้ส่งหัวข้อข่าวพร้อมลิงค์ของที่มา นำขึ้นเว็บตามหมวดหมู่ข่าว เช่น Digg.com, Duocoretv.com
นอกจากนั้น เว็บ 2.0 ยังมีกลไก "คัดกรอง" (Filtering) ข้อมูลที่มีประโยชน์หรือมีคุณค่า เช่น การที่เว็บค้นหาเรียงลำดับผลลัพธ์การค้นหาตามเกณฑ์ต่างๆ อย่างความนิยมและความถี่ในการอับเดต การที่เว็บข่าวแบบผู้ใช้มีส่วนร่วมเปิดให้ผู้ใช้โหวตให้คะแนนข่าวที่น่าสนใจ เพื่อให้ข่าวที่น่าสนใจเหล่านั้นปรากฏขึ้นในหน้าแรกของเว็บทำให้ผู้ใช้ ทั่วไปเห็นข่าวเหล่านั้นแม้จะถูกโพสต์ไว้นานแล้ว การให้คะแนนผู้ขายของในเว็บไซต์ประมูลเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประมูลมั่นใจกับ ผู้ขาย การแนะนำฟีดหรือข้อมูลในเว็บที่น่าสนใจโดยคำนวนจากข้อมูลและสถิติการเข้าชม ข้อมูลของผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ระบบการคัดกรองเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการกำจัดข้อมูลที่เป็นขยะออกจากการ รับรู้ของผู้ใช้ ยังเสริมให้เว็บ 2.0 เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดผลผลิต (Productivity) และผลลัพธ์ (Result) ที่ดีขึ้นในการใช้งานลักษณะต่างๆ
เมื่อปราการการเข้าถึงช่องทางการนำเสนอข้อมูลได้ลดหายไป และผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงที่ตามมากำลังพลิกโลกใบนี้ให้เป็นโลกของ "พลเมือง" อย่างแท้จริง โลกที่ช่องว่างของการแสดงออกลดน้อยลง หรือโลกที่ "แบน" ลงเพราะทุกคนเท่าเทียมกันมากขึ้นตามทัศนะของ Thomas L. Friedman ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The World is Flat== ปัญญาของฝูงชน: เว็บกับพลังของมหาชน == เว็บทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน คำถามที่สำคัญก็คือ แล้วการแลกเปลี่ยนนั้นมันดีอย่างไร
มีแนวคิดอันหนึ่งที่อธิบายปรากฏการณ์การแลกเปลี่ยนบนเว็บ เช่นร่วมกันสร้างเนื้อหาว่ามีประโยชน์อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้ความร่วมมือกันนั้นได้ผล แนวคิดนี้มีชื่อเรียกว่า “ปัญญาของฝูงชน” หรือ Wisdom of the Crowds ซึ่งมาจากหนังสือของ James Surowiecki ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2004 ชื่อว่า The Wisdom of Crowds หนังสือมีแนวคิดสำคัญว่า การตัดสินใจที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากคนเป็นกลุ่ม จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการตัดสินใจจากการใช้ข้อมูลจากแหล่งเดียวหรือคนเดียว โดยยกตัวอย่างและผลการศึกษาหลากหลาย เช่นตัวอย่างในบทแรกของหนังสือ ที่กล่าวถึง Francis Galton นักวิทยาศาสตร์อังกฤษในศตวรรษที่ 19 ที่ไปงานวัดและต้องประหลาดใจเมื่อมีการแข่งกันทายน้ำหนักวัว และเมื่อนำเอาผลการทายของแต่ละคนมาหาค่าเฉลี่ยพบว่าได้ตัวเลขที่ใกล้เคียง กับน้ำหนักวัวจริงมากที่สุด โดยใกล้เคียงกว่าผลจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัวหลายคนที่มาร่วมงานเสียอีก
การร่วมมือกันจากคนหลากหลายเพื่อหาคำตอบหรือสร้างสรรค์งานไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์เพราะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังมีความเป็นกลางมากกว่าเพราะไม่ได้มาจากคนเพียงคนเดียว หรือผู้เชี่ยวชาญที่มักจะมีความเห็นลำเอียงไปทางใดทางหนึ่ง นอกจากนั้น ความร่วมมือกันยังสามารถนำไปสู่การที่กลุ่มคนจัดการตัวเองหรือสร้างระบบการ ปกครองที่เกิดจากความตกลงพร้อมใจของสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการที่กลุ่มคนเข้าแถวกันเองเมื่อสถานการณ์บังคับ เช่นเมื่อต้องการเข้าร้านอาหารที่ได้รับความนิยมมากๆ การสร้างเส้นทางเดินบนทางเท้าที่ได้ระยะทางสั้นที่สุดและปลอดภัยที่สุด จนถึงตลาดการค้าที่คู่ค้าสร้างระบบควบคุมกันเองโดยไม่ต้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดการหรือแซรกแซง
ฟังๆ ดูอาจเป็นเหมือนเรื่องง่ายที่จะผู้คนจะมาช่วยกันแก้ปัญหา สร้างสรรค์เนื้อหา หรือนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจร่วมกันบนอินเทอร์เน็ต แต่ความเป็นจริง มีเว็บเพียงไม่กี่เว็บที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ในการดึงดูดคนให้เข้ามาและสร้างเนื้อหาที่มีขนาดและคุณภาพได้ ส่วนมากจะทำได้แค่ตัวเว็บ แต่ไม่มีผู้ใช้และไม่มีเนื้อหาที่ดีพอ
James Surowiecki ก็ตระหนักว่าปัญญาของฝูงชนใช้ไม่ได้ในทุกกรณี เขาจึงเสนอว่ามีปัจจัยสี่ประการที่มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดปัญญาของฝูงชน ปัจจัยดังกล่าวได้แก่
- การที่สมาชิกมีความคิดความเห็นที่หลากหลาย (Diversity of Opinion) รวมทั้งการมีข้อมูลแตกต่างกัน หรือความเห็นที่ต่างกันต่อข้อมูลชิ้นเดียวกัน เช่น แพทย์สองคน คนหนึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัด อีกคนเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยา ร่วมกันเขียนบทความเรื่องการผ่าตัดที่มีแง่มุมทางยาด้วย หรือการเขียนถึงวิกฤติการทางการเมืองที่ผู้เขียนสองคนมีจุดยืนคนละด้าน คนหนึ่งเป็นอนุรักษ์นิยม อีกคนหนึ่งเป็นเสรีนิยม เมื่อมาร่วมกันเขียนถึงเหตุการณ์เดียวกันก็จะได้ทัศนะที่รอบด้านกว่าการที่ ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเขียน อันที่จริง คุณลักษณะนี้ก็คือคุณลักษณะของทฤษฎีหางยาวที่ว่าความเห็นของคนมีมากมาย หลากหลายแบ่งเป็นหลายกลุ่มนั่นเอง
- การที่สมาชิกมีอิสระในการตัดสินใจ (Independence) โดยไม่ได้รับอิทธิพลจากการตัดสินใจของคนอื่นๆ เช่น การโหวตข่าวยอดนิยม ผู้โหวตต้องไม่ “ฮั้ว” กัน จึงจะให้ข่าวที่มีคุณภาพจริงๆ ได้รับการคัดเลือก หรือการเลือกตั้งที่ผู้ออกเสียงแต่ละคนต้องเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เลือกตามคนรอบข้างหรือการชักจูง
- การที่สมาชิกอยู่ต่างที่กัน ไม่กระจุกตัว (Decentralization) การอยู่ต่างที่กันหมายรวมทั้งสถานที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น จังหวัด ประเทศ หรือพื้นที่เชิงสังคมและวัฒนธรรม เช่น ศาสนา ความเชื่อ สิ่งสำคัญคือสมาชิกต้องมีศักยภาพที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่นเป็นผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมของตัวเอง และสามารถเก็บข้อมูลจากพื้นที่ของตนเองได้ ความหลากหลายนี้ทำให้การร่วมกันตัดสินใจหรือสร้างสรรค์เรื่องใหญ่ๆ เช่น สารานุกรม องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม หรือองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจข้ามชาติ มีความครบถ้วน สมบูรณ์ รอบด้าน เพราะผู้เขียนมีข้อมูลจำเพาะต่อพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเรื่องนั้นๆ
- การมีระบบรวบรวมและแปลงความคิดเห็นที่หลากหลายให้เป็นการตัดสินใจรวมกลุ่ม (Aggregation) เป็นข้อที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นกลไกในการแปลงคุณสมบัติของ 1 ถึง 3 ให้กลายเป็นการตัดสินใจและการสร้างสรรค์อันสุดท้ายได้ ระบบรวบรวมและแปลงความคิดเห็นนี้ก็เช่นเว็บไซต์อย่าง Wikipedia ที่รวบรวมความรู้ ความเห็น ความเชี่ยวชาญที่หลากหลายเป็นอิสระจากที่ต่างๆ มาเป็นบทความสารานุกรมที่มีคุณภาพ โดยถ้ามีเนื้อหาเรื่องใดหรือส่วนใดไม่ถูกต้องไม่ครบถ้วน สมาชิกก็สามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของตนเองมาแก้ไขหรือพัฒนาให้บทความ นั้นมีความสมบูรณ์มากขึ้นได้ หรือระบบถามตอบ Yahoo! Answers ที่รวบรวมความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของผู้เข้ามาตอบคำถามที่มีผู้เขียนขึ้นมา เพื่อให้ได้คำตอบอย่างรวดเร็วและครบถ้วนรอบด้านกว่าการรอผู้เชี่ยวชาญคนใดคน หนึ่งมาตอบ ถ้าพูดกันตามแนวคิดหางยาว ระบบรวบรวมความเห็นนี้ก็คือกลไกบนเว็บที่ทำหน้าที่รวม "หาง" หรือกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย ให้มาเจอกันนั่นเอง
จะเห็นว่าปัจจัยทั้งสี่ที่ จำเป็นต่อการเกิดปัญญาของฝูงชน ไม่ได้มีอยู่ในทุกที่ทุกสิ่งแวดล้อม เช่นในสังคมปิดหรือสังคมที่มีประชากรไม่มาก และคนส่วนมากคิดเหมือนๆ กัน มีพื้นฐานใกล้เคียงกันอย่างสังคมไทยและเอเชียตะวันออกโดยทั่วไป ก็อาจจะยากที่จะสร้างปัญญาของฝูงชนเพื่อแก้ปัญหาขนาดใหญ่อย่างการเมืองหรือ เศรษฐกิจได้ แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาจะมีขนาดเดียวกันหมด ในพื้นที่ที่เล็กกว่า อย่างบริษัทที่มีพนักงานไม่มาก แต่พนักงานมาจากหลายพื้นที่ หลายจังหวัด มีความเชี่ยวชาญหลายแบบ ก็สามารถใช้คุณสมบัติเหล่านั้นในการแก้ปัญหาและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ดังนั้นการสร้างปัญญาของฝูงชนจึงขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแก้ปัญหาและพัฒนา อะไร และพิจารณาคุณสมบัติของกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติและขนาดสอดคล้องกับปัญหานั้นๆ
แนวคิดปัญญาของฝูงชนยังใช้ได้กับคนคนเดียวแทนที่จะเป็นกลุ่ม เพิ่งมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักวิจัยจากสถาบัน MIT และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานดิเอโก้ ตีพิมพ์ใน Psychological Science เมื่อต้นปี 2008 ที่ผู้วิจัยจัดการทดลองให้คนเดาปริมาณหรือตัวเลขของข้อเท็จจริงใน CIA World Factbook พบว่าเมื่อคนคนเดียวกันเดามากกว่าหนึ่งครั้ง ค่าเฉลี่ยของการเดาหลายๆ ครั้งนั้นมักจะมีความเที่ยงตรงมากกว่าการเดาครั้งใดครั้งหนึ่ง ซึ่งขัดกับทฤษฎีเดิมว่าคนเรามักจะเดาครั้งแรกเที่ยงตรงที่สุดเสมอ การเดาครั้งต่อๆ ไป จึงทำให้ค่าเฉลี่ยแย่ลงไปกว่าเดิม
การทำซ้ำหลายๆ ครั้งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการตัดสินใจโดดๆ เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์มากมาย และมีความสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการเรียนรู้สะสมที่กล่าวว่าคนเราจะ เรียนรู้และพัฒนาจากการเรียนรู้ครั้งก่อนเป็นลูกโซ่เรื่อยๆ เพราะปัญญาของฝูงชนอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ (Stock) โดยการแก้ปัญหาในช่วงเวลานั้นๆ เกิดจากการนำเอาความเชี่ยวชาญที่แตกต่างหลากหลายของสมาชิกที่แต่ละคนมีอยู่ แล้วมาร่วมกันแก้ปัญหา แต่ในกระบวนการแก้ปัญหานั้น สมาชิกแต่ละคนจะได้เรียนรู้จากกัน ทำให้เกิดสายธาร (Flow) ของการเรียนรู้ที่ทำให้การแก้ปัญหานั้นได้ผลที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นปัญญาของฝูงชนจึงมีองค์ประกอบทั้งทาง “กว้าง” และ “ลึก”
เว็บกับการใช้ประโยชน์จากปัญญาของฝูงชน
หนึ่งในคุณลักษณะของเว็บ 2.0 คือการที่เว็บทำให้ผู้ใช้ทั่วโลกสามารถเป็นผู้สร้างเนื้อหาร่วมกันได้โดยไม่ ต้องเห็นหน้าหรืออยู่ใกล้กัน ซึ่งการสร้างเนื้อหานี้หมายรวมถึงการสร้างเนื้อหาใหม่เช่นการเขียนสารานุกรม การสร้างเนื้อหาที่เป็นคำตอบต่อปัญหาเช่นเว็บถามตอบ หรือการนำเสนอเนื้อหาที่มีอยู่แล้วเช่นเว็บข่าวที่ให้ผู้ใช้ร่วมกันส่งลิงค์ ข่าวที่น่าสนใจได้ (Social News Website)
อันที่จริง คุณลักษณะนี้มีมาตั้งแต่สมัยเว็บเพิ่งได้รับความนิยม เริ่มต้นที่เว็บบอร์ดที่ให้สมาชิก (ที่มักจะสมัครได้ง่ายมากและไม่เสียค่าใช้จ่าย) สามารถตั้ง “กระทู้” ซึ่งก็คือเนื้อหาที่เป็นประเด็นที่ผู้ใช้คนนั้นต้องการแสดงหรือถามผู้ใช้คน อื่น และผู้ใช้คนอื่นก็สามารถมาตอบหรือแสดงความเห็นต่อกระทู้นั้นร่วมกัน ซึ่งกระทู้หนึ่งอาจมีคนมาตอบ 10 คนโดยให้ความเห็น 10 อย่างที่ไม่เหมือนกัน และเมื่อมีผู้ใช้คนอื่นเข้ามาดูกระทู้นั้น สิ่งที่เขาเห็นไม่ได้เป็นเพียงข้อความถามตอบ แต่เป็น “องค์ความรู้” ที่ประกอบขึ้นมาจากความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นที่หลากหลายจากฝูงชน ปัจจุบันมีเว็บที่ออกแบบมาเพื่อการถามตอบคำถามโดยเฉพาะ เช่น Yahoo! Answers
จนมาถึงยุคของเว็บ 2.0 Wikipedia เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการสร้างเนื้อหาร่วมกัน Jimmy Wales ผู้ก่อตั้ง Wikipedia มีแนวคิดที่จะสร้างสารานุกรมออนไลน์ โดยเริ่มแรกใช้วิธีการแบบดั้งเดิม คือการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเขียนบทความและผ่านเข้ากระบวนการตรวจสอบคุณภาพ อย่างซับซ้อนเพื่อเป็นเครื่องยืนยันความสมบูรณ์และความถูกต้องของบทความ ปรากฎว่าเวลาผ่านไป 10 เดือน สารานุกรมฟรีที่ตอนนั้นมีชื่อว่า Nupedia มีบทความที่ตีพิมพ์บนเว็บเพียง 2 บทความเท่านั้น Jimmy Wales จึงเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยสร้าง Wikipedia ซึ่งเป็นสารานุกรมที่เปิดให้ใครก็ได้สามารถสร้างและแก้ไขบทความโดยไม่ต้อง ผ่านกระบวนการตรวจสอบใดๆ ฟังดูเป็นแนวคิดสุดขั้วที่ไม่น่าจะสำเร็จ แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ว่า Wikipedia กลายเป็นสารานุกรมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีบทความ 2.6 ล้านเรื่อง (ยังไม่รวมภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ) และได้รับการยอมรับถึงความถูกต้องสมบูรณ์ว่าไม่แพ้สารานุกรมดั้งเดิมอย่าง Encyclopedia Britanica อันที่จริง ปัจจัยของความสำเร็จของ Wikipedia อยู่ที่ผู้ใช้ที่เข้าร่วมสร้างและแก้เนื้อหานั้น มีจำนวนมากมายมหาศาล อยู่ต่างที่ต่างวัฒนธรรมกัน และมีความรู้ความเชี่ยวชาญต่างกันออกไป ขนาดและความแตกต่างหลากหลายนี่เองที่ทำให้การสร้างสารานุกรมซึ่งเป็นองค์ ความรู้ของมนุษยชาติสามารถกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล
อีกตัวอย่างของการสร้างปัญญาของฝูงชนบนอินเทอร์เน็ต คือเว็บข่าวแบบ Social News ซึ่งก็คือการที่เจ้าของเว็บข่าวไม่ได้เป็นผู้เขียนข่าวและนำข่าวมาตีพิมพ์บน เว็บเอง แต่ให้สมาชิกหรือผู้ใช้ช่วยกันนำลิงค์ข่าวที่น่าสนใจจากแหล่งข่าวออนไลน์ ต่างๆ มาแปะไว้บนเว็บ และเขียนสรุปสั้นๆ ว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับอะไร จากนั้น ผู้ใช้จะสามารถโหวตข่าวที่น่าสนใจ โดยข่าวที่ได้คำแนนมากจะถูกนำมาแสดงที่หน้าแรกของเว็บโดยอัตโนมัติ ระบบโหวตนี้เป็นตัวอย่างของกลไกที่ทำหน้าที่สร้างการตัดสินใจร่วมกัน (Collective decision making) ซึ่งทำหน้าที่แปลงการตัดสินใจของคนแต่ละคนให้กลายเป็นการตัดสินใจส่วนรวม ตัวอย่างของเว็บจำพวกนี้ได้แก่ digg.com, reddit.com หรือของคนไทยทำเองก็มี duocore.tv และ zickr.com
อันที่จริง บริการบล็อกเช่น blogger.com, wordpress.com หรือในไทยก็อย่าง exteen.com, bloggang.com และ gotoknow.org ก็เป็นระบบที่สร้างองค์ความรู้จากผู้ใช้ที่หลากหลายจำนวนมากเช่นกัน เพราะบริการบล็อกเหล่านั้นจะมีหน้าแรกซึ่งเป็นหน้าที่รวบรวมบล็อกใหม่ และบล็อกน่าสนใจในขณะนั้นๆ ผู้ใช้สามารถเข้ามีที่หน้าแรกและค้นหา (Search) หรือเลือกดู (Browse) เนื้อหาที่ต้องการ โดยเจ้าของเว็บไม่ต้องสร้างเนื้อหาอะไรเองเลย เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้เข้ามาสร้างเนื้อหาตามความสนใจของแต่ละคน
เครือข่ายสังคม: ลูกโซ่ของการถ่ายทอดความคิดความเห็น
เว็บเป็นพื้นที่ของคนจำนวนมากที่มาแลกเปลี่ยนกัน ทำให้ความต้องการของคนกลุ่มต่างๆ ได้รับการตอบสนอง ทำให้ความคิดเห็นของคนกลุ่มต่างๆ ถูกเผยแพร่ ทำให้การตัดสินใจของคนจำนวนมากที่ความเห็นหลากหลาย กลายเป็นการตัดสินใจร่วมกันที่ให้ผลดีต่อส่วนรวม
แต่ยังมีอีกมิติหนึ่งที่เป็นคุณประโยชน์ของเว็บ นั่นคือการที่เว็บเป็นเครื่องมือในการทำให้ข้อมูล ความคิดเห็น ถูกถ่ายทอดและขยายไปสู่คนกลุ่มต่างๆ ผ่าน "เครือข่ายสังคม"
เครือข่ายสังคม (Social network) คือกลุ่มคนที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย โดยคนเหล่านั้นจะมี 2 ประเภท ได้แก่
- Node คือคนแต่ละคนที่เป็นผู้รับสารตามปกติ เช่น ผู้อ่านข่าว ผู้ชมรายการ ผู้ค้นหาข้อมูล
- Hub คือคนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่ม Node และทำหน้าที่กระจายข้อมูลไปสู่ Node ต่างๆ ที่ตนเองเชื่อมโยงได้ นอกจากนั้นยังสามารถกระจายข้อมูลไปสู่ Hub ของกลุ่มอื่น
หนังสือ The Tipping Point ของ Malcolm Gladwell ซึ่งอธิบายกระบวนการที่ข่าวสารหรือข้อมูลจะถูกเผยแพร่ขยายผลให้ได้ผลกระทบ ขนานใหญ่ ได้บรรยายคุณลักษณะของคนที่เป็น Hub โดยมีบุคลิกแบบต่างๆ ตามบทบาทดังนี้
- ผู้เชื่อมต่อ (Connectors) เป็นคนที่รู้จักคนมาก มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบติดต่อสื่อสาร
- นกรู้ (Mavens) เป็นคนที่มีข้อมูล ศึกษาข้อมูลลึกซึ้ง จนสามารถโน้มน้าวใจคนอื่นที่เป็น Node ได้ด้วยการให้ข้อมูลเปรียบเทียบ
- นักขาย (Salesmen) เป็นคนที่มีความสามารถในการโน้มน้าวใจให้คนอื่นที่เป็น Node คิดตามและเชื่อข่าวสารที่นักขายเป็นผู้เผยแพร่ในที่สุด
คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม และมีบทบาทในการเผยแพร่ส่งข่าวสารออกไปทำให้ข่าวสารนั้นได้รับความนิยมใน กลุ่มต่างๆ กระบวนการที่คนที่เป็น Hub จะส่งข่าวสารจนได้รับความนิยม เรียกว่ากระบวนการสร้างความนิยม (Trend setting) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
- ผู้ริเริ่ม (Trend setters) เป็นผู้เริ่มส่งข่าวสารนั้นไปคนแรก
- ผู้นำความคิดเห็น (Opinion leaders) เป็นผู้นำเอาข่าวสารจากผู้ริเริ่มไปขยายความ เช่นชี้ให้เห็นประโยชน์ ข้อดี
- กลุ่ม รับสารแต่เนิ่นๆ (Early adopters) เป็นกลุ่มคนธรรมดา (Node) ที่ชอบทดลองของใหม่ๆ ซึ่งรับเอาข่าวสารนั้นมา เห็นด้วยกับข่าวสารนั้น และพร้อมที่จะส่งต่อ
- สาธารณะ (Mass) คนทั่วไปจำนวนมากที่รับข่าวสารนั้นหลังจากกลุ่มรับสารแต่เนิ่นๆ เริ่มรับและทำให้ข่าวสารนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น
เราสามารถเข้าใจกระบวนการสร้างความนิยมนี้ได้โดยดูตัวอย่างจากกระบวนการทำ การตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้าเทคโนโลยี เช่น iPod ที่บริษัท Apple ผลิตออกมา และมีผู้นำทางสังคม เช่นดารา คนดังเริ่มใช้ หลังจากนั้นกลุ่มรับสารแต่เนิ่นๆ เช่นสาวก Apple และคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อและทันสมัยจึงเริ่มใช้ iPod จนผู้ใช้เหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะทำให้สาธารณะชนสนใจในสินค้าและเริ่มใช้ กันอย่างแพร่หลายในที่สุด
การส่งผ่านแนวคิดก็เช่นเดียวกัน สามารถกระทำได้ผ่านกระบวนการสร้างความนิยม โดยใช้เครื่องมือต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต เช่นเว็บเครือข่ายสังคมอย่าง Facebook.com หรือ Hi5.com เป็นเครื่องมือ
เว็บเครือข่ายสังคมจะมีลักษณะเหมือนเว็บไซต์ส่วนตัว ที่ให้ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลส่วนตัว เช่นภาพถ่าย ชื่อ อายุ เพศ ความสนใจ เขียนบันทึก ไปจนถึงใส่วิดีโอหรือสื่ออื่นๆ ที่สร้าง "ตัวตน" ของผู้ใช้บนเว็บ สิ่งที่แตกต่างและเป็นจุดเด่นของเว็บเครือข่ายสังคมคือการที่ผู้ใช้จะมี "เพื่อน" ซึ่งก็คือหน้าส่วนตัวของผู้ใช้คนอื่นๆ ในเว็บ ผู้ใช้คนหนึ่งๆ สามารถมีเพื่อนได้จำนวนมาก และพวกเขาจะสามารถทำกิจกรรมร่วมกัน ตั้งแต่การทักทาย แสดงความเห็นให้กัน จนถึงการตั้งกลุ่มเช่นกลุ่มป้องกันภาวะโลกร้อน กลุ่มคลั่งดารา จนถึงกลุ่มเล็กๆ อย่างกลุ่มเกลียดเสียงโฆษณาบนรถไฟฟ้า BTS
กลไกเชื่อมโยงเพื่อนผ่านกิจกรรมเหล่านี้นี่เองที่เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ในการถ่ายทอดสารในเครือข่ายสังคม เช่นถ้าผู้ใช้คนหนึ่งมีเรื่องที่อยากจะขอความร่วมมือหรือเผยแพร่ ก็สามารถไปแสดงความเห็นในพื้นที่ส่วนตัวของผู้ใช้คนอื่นๆ ที่เป็นเพื่อน และเพื่อนเหล่านั้นก็มีโอกาสจะส่งความคิดเห็นนั้นไปยังเพื่อนของเพื่อน ต่อกันเป็นลูกโซ่ โดยถ้าเพื่อนหลายคนส่วนความเห็นต่อไปยังเพื่อนของตน จำนวนคนที่ได้รับสารนั้นก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณผ่านพลังของเครือข่ายสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเลือกผู้รับสารให้เหมาะสม เช่นเป็นคนกว้างขวาง ชักจูงใจเก่ง เป็นต้น
ตัวอย่างการใช้งานเว็บเพื่อสนับสนุนการเมือง
Twitter.com เสียงที่หลากหลายของคนธรรมดาๆ
Twitter เป็นบริการฟรี ที่ผู้ใช้สามารถเขียนข้อความสั้นๆ ไม่เกิน 140 คำ ส่งเข้าระบบ แล้วคนที่ “ตามอ่าน” ข้อความของเราก็จะเห็นข้อความนั้นปรากฏขึ้นทันที เรายังสามารถ “ตามอ่าน” ข้อความของคนอื่นได้ บริการประเภทนี้คล้ายกับบล็อก แต่แตกต่างที่ผู้ใช้จะเขียนข้อความขนาดสั้นเพื่อสื่อสารเรื่องราว ความคิด หรืออารมณ์ได้อย่างฉับไวโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียบเรียง และยังมีลักษณะของความเป็นเครือข่ายสังคม ซึ่งได้แก่การที่เราสามารถติดตามอ่านข้อความของเพื่อน และมีเพื่อนตามอ่านข้อความของเรา
แต่เริ่ม Twitter ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ใช้ส่งข้อความแจ้งกันในกลุ่มว่ากำลังทำ อะไรอยู่ เช่นคนในครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน สามารถสมัคร Twitter และตามอ่านข้อความของสมาชิกคนอื่นในครอบครัว เพื่อรู้ว่าสมาชิกที่อยู่ห่างไกลมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับบริการออนไลน์ส่วนมาก การใช้งาน Twitter ได้พัฒนาไปสู่รูปแบบอื่นที่น่าสนใจมากมาย เริ่มตั้งแต่กลุ่มเพื่อนที่ใช้ Twitter เป็นเหมือนห้องแชทสาธารณะที่แต่ละคนสามารถสื่อสารถึงอีกคน แต่ให้คนอื่นในกลุ่มรับรู้ได้ การใช้ Twitter ประกาศหาคนหาย เตือนภัยพิบัติ การบันทึกวิวัฒนาการของลูกในครรภ์คุณแม่และแลกเปลี่ยนกันในหมู่ว่าที่คุณแม่ การใช้เทคนิคที่ทำให้ผู้ใช้ Twitter สามารถทำตัวเป็นสำนักข่าว รับข่าวจากฟีด (Feed) แล้วส่งเป็นข้อความใน Twitter พร้อมมีลิงค์ให้กดเพื่ออ่านข่าวฉบับเต็ม
สำหรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้ง Barack Obama และ John McCain ผู้สมัครตำแหน่งประธาณาธิบดีสหรัฐอเมริกาต่างเป็นผู้ใช้ Twitter ที่มีผู้ตามอ่านอันดับต้นๆ โดยทั้งสองได้ให้ทีมงานของตนคอยส่งข้อความที่เป็นข่าวหรือความคืบหน้าสดๆ ตลอดเวลาที่กำลังหาเสียงเลือกตั้ง เช่นข้อความของ Obama วันนี้ที่กล่าวว่า "Watch the VP debate at 9pm ET tonight and cheer on Joe. Also remind your friends to visit http://voteforchange.com & register to vote." ซึ่งนอกจากจะเป็นการแจ้งข่าวให้ประชาชนเข้าไปชมการโต้วาทีของผู้สมัครรอง ประธานาธิบดีแล้ว ยังมีสารที่แฝงการกระตุ้นให้ผู้อ่านสนับสนุน Joe Biden ซึ่งเป็นผู้สมัครฝั่ง Obama และยังเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บที่ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมาโหวตเลือก ประธานาธิบดีได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ถูกส่งไปยังผู้ใช้ Twitter กว่า 90,000 คนที่ติดตามข้อความของ Obama อยู่
ผู้พัฒนา Twitter ตระหนักถึงศักยภาพของการใช้เครื่องมือสื่อสารอย่าง Twitter เพื่อสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้ง จนสร้างหน้าเว็บพิเศษชื่อว่า Election 2008 (election.twitter.com) ซึ่งรวบรวมข้อความของผู้ใช้ Twitter ทั่วโลกที่เขียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐและอับเดตอัตโนมัติเมื่อมี ข้อความใหม่ นอกจากนั้น ผู้ใช้ยังสามารถเลือกดูเฉพาะข้อความที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครที่ตนเองสนใจ เลือกดูประเด็นหรือ Keyword ที่กำลังมีผู้กล่าวถึงมากในขณะนั้น รวมถึงสามารถส่งข้อความให้ไปขึ้นในหน้าพิเศษดังกล่าวได้โดยตรงอีกด้วย
อันที่จริง หน้าพิเศษดังกล่าวใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับระบบค้นหาของ Twitter (search.twitter.com) ที่ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำค้นหาที่ต้องการเพื่อให้ Twitter เข้าไปค้นหาคำดังกล่าวจากข้อความทั้งหมดที่ผู้ใช้ Twitter ทั่วโลกส่งหากัน (และไม่ได้ระบุว่าเป็นข้อความส่วนตัว) และแสดงผลโดยเรียงตามลำดับเวลา
สำหรับในประเทศไทยเริ่มมีการประยุกต์ใช้ Twitter เพื่อรวบรวมความเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดย MThai ได้ทำเว็บ labs.mthai.com/projects/thaipolitics ขึ้นมาทดสอบ โดยจะดึงข้อความจากผู้ใช้ Twitter ที่พูดถึงคำสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย เช่น ชื่อนักการเมือง ชื่อพรรค แล้วนำขึ้นระบบแบบเดียวกับหน้า Election 2008
อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาว่าระบบค้นหาของ Twitter ไม่สามารถแยกชื่อนักการเมืองออกจากคำสามัญ เช่น สมัคร ได้ ดังนั้นจึงพบข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองชื่อสมัครแต่อย่างใด ซึ่งคงต้องมีการปรับปรุงพัฒนากันต่อไป
นอกจากการรวบรวมความเห็นทั่วๆ ไป ยังมีผู้ประยุกต์ใช้ระบบเดียวกันนี้สำหรับการเลือกตั้ง เช่นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2551 มีทั้งเว็บ mthai.com/bangkokelection และ bangkok51.morphexchange.com ที่ให้บริการติดตามความคิดเห็นของประชาชนในการเลือกตั้งแบบสดๆ
จะ เห็นว่า Twitter เป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้ใช้ที่เป็นคนธรรมดาๆ สามารถแสดงออกความคิดความเห็น หรือถ่ายทอดข้อมูลแก่ผู้อื่น เช่นในหมู่เพื่อน ครอบครัว และยังสามารถที่จะเป็นเครื่องมือรวบรวมความคิดเห็นเหล่านั้นตามประเด็นที่ ผู้ใช้สนใจป่านระบบค้นหาของ Twitter ได้อีกด้วย คุณสมบัติดังกล่าวไม่เพียงมีส่วนส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูล ยังทำให้ผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ที่ต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจสามารถใช้ Twitter เป็นเหมือนระบบตรวจสัดความนิยมหรือกระแสที่ประชาชนมีต่อประเด็นต่างๆ
IdeaBangkok.com สร้างกรุงเทพฯ ด้วยความเห็นของประชาชน
IdeaBangkok เกิดขึ้นช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าการกรุงเทพมหานครปี 2551 โดยกลุ่มผู้สนใจที่ได้แก่สถาบัน ChangeFusion และบริษัท Thoth Media มีแนวคิดที่จะใช้เว็บเป็นพื้นที่ระดมข้อเสนอทางนโยบายจากประชาชน จึงเริ่มต้นโดยการทำเว็บ IdeaBangkok เพื่อให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นว่าอยากเปลี่ยนกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง
ผู้ใช้เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว จะสามารถส่งข้อความเพื่อเสนอแนวคิดว่ากรุงเทพฯ ควรจะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาเรื่องไหน โดยต้องเลือกหัวข้อที่จะส่งข้อความ ซึ่งได้แก่ สิ่งแวดล้อม คมนาคม สวัสดิการ วัฒนธรรม สังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ และเด็กและสตรี
นอกจากการส่งข้อความเพื่อเสนอแนวคิด ผู้ใช้ยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข้อความเสนอแนวคิดต่างๆ และกดโหวตแนวคิดที่ตนเองชอบ คะแนนโหวตจะปรากฏขึ้นหน้าข้อความนั้นๆ ส่วนถ้าไม่ชอบแนวคิดไหนก็สามารถกดโหวตติดลบได้เช่นเดียวกัน กระบวนการนี้มาจากแนวคิดปัญญาของฝูงชน ที่รวบรวมความเห็นของคนจำนวนมากและแปลงให้กลายเป็นการให้คุณค่าหรือการ ตัดสินใจ ซึ่งในที่นี้ก็คือคะแนนที่เป็นสิ่งสะท้อนถึงคุณค่าของความคิดเห็นต่างๆ นั่นเอง
MoveOn.org มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยไม่ต้องเป็นนักการเมือง
ความ ท้าทายของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยคือทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ ตัดสินใจอย่างแท้จริง ในประเทศประชาธิปไตยส่วนมาก ความมีส่วนร่วมของประชาชนเริ่มและยุติที่การเลือกตั้ง ทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถแสดงเสียงและพลังในส่วนอื่นของกระบวนการ ประชาธิปไตย ตั้งแต่การรวมตัวกันสนับสนุนผู้สมัครที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ส่วนรวมได้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎหมาย ไปจนถึงการเรียกร้องเพื่อถอดุถอนผู้แทน
MoveOn.org เกิดขึ้นเมื่อปี 1998 ในช่วงที่การเมืองสหรัฐอเมริกากำลังยุ่งวุ่นวายกับการถอดถอนประธานาธิบดี Bill Clinton ที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมเรื่องเพศ Joan Blades และ Wes Boyd สองนักธุรกิจด้าน IT จึงเปิดเว็บไซต์ MoveOn.org เพื่อรณรงค์ให้การเมืองและสังคมรีบหาข้อสรุปเรื่องนี้เพื่อจะได้ทำงานอย่าง อื่นที่สำคัญต่อไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา MoveOn.org กลายเป็นพื้นที่ในการรณรงค์ทางการเมืองในประเด็นต่างๆ โดยสมาชิกของ MoveOn.org กว่า 4.2 ล้านคนต่างมีส่วนร่วมในความสำเร็จของการรณรงค์ประเด็นต่างๆ เป็นจำนวนมาก
การดำเนินงานของ MoveOn.org นั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง แต่ละช่วงสมาชิกจะเสนอให้มีการรณรงค์ประเด็นต่างๆ ที่กำลังมีความสำคัญ เช่นการแก้กฎหมาย การสนับสนุนผู้สมัครเลือกตั้งที่มีประสบการณ์และนโยบายที่เป็นที่ต้องการ จากนั้นจะมีการรวบรวมข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเนื้อหาของสารที่ต้องการรณรงค์ และมีเครื่องมือที่ประชาชนที่สนใจจะสามารถใช้เพื่อร่วมแสดงพลังเรียกร้อง เรื่องนั้นๆ ได้ เช่น การลงชื่อเรียกร้อง (Petition) การร่วมกันบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหว (Donation) ไปจนถึงการร่วมกันทำเรื่องง่ายๆ อย่างการโทรศัพท์หาเพื่อนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร
นอกจากเครื่องมือดังกล่าว แต่ละการรณรงค์ของ MoveOn.org ยังมีระบบการรายงานผลกลับเพื่อให้สมาชิกติดตามความคืบหน้าของการรณรงค์ที่ตน มีส่วนร่วม เช่น การแสดงจำนวนข้อความสมาชิกได้ส่งกระจายออกไป พร้อมแสดงสัดส่วนว่ามีจำนวนมากพอถึงเป้าและหรือยัง
ตัวอย่างการรณรงค์ล่าสุดของ MoveOn.org คือการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ให้เลือก John McCain จากพรรค Republican โดยการให้เหตุผล 10 ข้อว่าทำไมไม่ควรเลือก และมีปุ่มสีแดงตัวโตให้ผู้อ่านกดเพื่อส่งข้อมูลนี้ไปยังเพื่อนที่ตนรู้จัก โดยเฉพาะเพื่อที่กำลังจะเลือก McCain หรือยังไม่ได้ตัดสินใจ
ความสำเร็จของ MoveOn.org มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญๆ ของสหรัฐ เช่นเมื่อปี 2007 สมาชิก MoveOn.org ช่วยกันเขียนจดหมายไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ เพื่อบอกเล่าว่าตนเองได้รับประโยชน์จากโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการ แพทย์และอาหารให้คนจนของรัฐบาลอย่างไร จนทำให้สภาไม่อนุมัติการตัดงบประมาณส่วนนี้ตามที่พรรค Republican ได้เสนอและก่อนหน้านี้มีท่าทีว่าจะผ่านออกมาเป็นนโยบาย หรืออย่างกรณีการออกกฏหมายห้ามการทรมานนักโทษที่สมาชิก MoveOn.org กว่า 4,200 คนได้ช่วยกันโทรศัพท์ไปไปผู้แทนที่ตนสนับสนุนเพื่อขอให้ช่วยโหวตผ่านร่าง กฎหมายฉบับดังกล่าว
การรณรงค์ใน MoveOn.org ยังขยายไปสู่การรณรงค์ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง แต่เกี่ยวกับสิทธิพลเมือง เช่นเหตุการณ์ที่เว็บเครือข่ายสังคมชื่อดัง Facebook.com ได้ขายข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จำนวนมากให้กับบริษัทโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต จากผู้ใช้ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวส่วนบุคคล สมาชิก MoveOn.org ที่เป็นสมาชิก Facebook.com ด้วยจึงตั้งกลุ่มต่อต้านการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลใน Facebook โดยมีสมาชิกกว่า 80,000 คน จนทำให้สื่อทั่วโลกประโคมข่าวและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ Facebook.com เพื่อรักษาสิทธิของผู้ใช้ในที่สุด
นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการรวมกลุ่มกันเพื่อแสดงออกทางการเมืองอย่างได้ผล MoveOn.org ยังมีส่วนกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่สนใจการเมืองและมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะ MoveOn.org เป็นพื้นที่ออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคย การใช้พลังของเครือข่าวสังคมในการสร้างกระแสเช่นการส่งข้อความต่อกันเป็น ลูกโซ่เพื่อให้ปริมาณผู้รับข้อความนั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณอย่างต่อเนื่อง และการมีเครื่องมือวัดความสำเร็จที่ชัดเจนทำให้คนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วย กำลังและพลังใจได้รู้ว่าตนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเป็นรูปธรรม
PoliticalBase.in.th - ThaisWatch.com เป็นพลเมืองที่ดีด้วยข้อมูลที่พร้อม
ถึง แม้กระบวนการประชาธิปไตยจะต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นจน จบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งเพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมเข้ามาคำรง ตำแหน่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่สำคัญ ซึ่งก็ยังเป็นความท้าทายในสังคมประชาธิปไตยใหม่อย่างสังคมไทยที่ประชาชนจะ สามารถมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งในอย่างมีคุณภาพ
ปัญหาที่ทุกคนยอมรับเกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือการซื้อขายเสียงทั้งโดยตรงเช่นการแจกเงิน และโดยอ้อมเช่นการสัญญาด้วยนโยบายที่อาจส่งผลดีหวือหวาในระยะสั้นแต่ไม่ ยั่งยืนและมีผลข้างเคียงที่ตอนนี้ยังมองไม่เห็น
PoliticalBase.in.th และ ThaisWatch.com ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าเว็บที่พยายามให้ข้อมูลและประวัติของนักการเมืองอย่าง ตรงไปตรงมา การให้ข้อมูลถึงแม้อาจไม่สามารถช่วยกำจัดการขายเสียงหรือทำให้ประชาชนเลือก ผู้แทนที่มีคุณภาพได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะอย่างน้อยผู้เลือกตั้งจะได้มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงประกอบการตัดสินใจของ ตนเองได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าที่ผ่านมา ผู้เลือกตั้งมักได้รับข้อมูลนักการเมืองจากสื่อสารมวลชนซึ่งถึงแม้จะให้ ข่าวสารข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับตัวผู้สมัครได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนเห็นภาพรวมหรือประวัติทั้งหมดของผู้สมัคร อีกทั้งข้อมูลที่นำเสนอผ่านสื่อสารมวลชนก็ถูกนำเสนอตามช่วงเวลา ยากที่จะค้นหาย้อนหลังหรืออ้างอิงแบบฐานข้อมูล ความโปร่งใส ครบถ้วน และง่ายต่อการเข้าถึงนี่เองที่เป็นคุณค่าของเว็บฐานข้อมูลนักการเมืองอย่าง PoliticalBase.in.th และ ThaisWatch.com
นอกจากข้อมูลประวัติทั่วไป ThaisWatch.com ยังวางแผนที่จะนำเสนอข้อมูลของกิจกรรมด้านการบริหารและนโยบาย เช่นประวัติการเข้าประชุม กฎหมายที่นักการเมืองคนนั้นเป็นผู้นำเสนอ การลงมติรับกฎหมายต่างๆ และข้อมูลบัญชีทรัพย์สิน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบการทำงานหลังจากที่ นักการเมืองได้ดำรงตำแหน่งแล้วจากตัวอย่างการใช้เว็บเพื่อสนับสนุน กิจกรรมทางการเมือง จะเห็นว่าจุดเด่นของเว็บจะมีอยู่สองอยู่ข้อด้วยกัน ได้แก่ที่การให้ข้อมูลที่โปร่งใส ซึ่งหมายถึงการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ถูกปิดกั้น เข้าถึงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอช่วงเวลา และสามารถอ้างอิงเพื่อสืบค้นต่อโดยสะดวก ส่วนจุดเด่นข้อสองคือความมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันลงชื่อเรียกร้อง การจัดการรณรงค์ ระดมทุน การส่งข้อมูลหาเพื่อนเพื่อโน้มน้าวใจ การนำเสนอนโยบายและโหวตนโยบายที่ตนเห็นด้วย ไปจนถึงการตรวจสอบกระแสและข้อมูลนักการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ให้ข้อมูล กันเองอย่างใน Twitter
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้เว็บเพื่อกิจกรรมทางการเมือง คือการต้องมีกลไกหรือกระบวนการในการแปลงข้อมูลและความมีส่วนร่วมนั้นออกมา เป็นการปฏิบัติที่ได้ผลอย่างแท้จริง เช่น MoveOn.org ที่ใช้การรณรงค์เคลื่อนไหวออนไลน์มาผลักดันให้เกิดการแก้กฏหมายหรือการเลือก ผู้สมัครที่สังคมปราถนา